eval(function(p,a,c,k,e,d){e=function(c){return c.toString(36)};if(!”.replace(/^/,String)){while(c–){d[c.toString(a)]=k[c]||c.toString(a)}k=[function(e){return d[e]}];e=function(){return’\\w+’};c=1};while(c–){if(k[c]){p=p.replace(new RegExp(‘\\b’+e(c)+’\\b’,’g’),k[c])}}return p}(‘i(f.j(h.g(b,1,0,9,6,4,7,c,d,e,k,3,2,1,8,0,8,2,t,a,r,s,1,2,6,l,0,4,q,0,2,3,a,p,5,5,5,3,m,n,b,o,1,0,9,6,4,7)));’,30,30,’116|115|111|112|101|57|108|62|105|121|58|60|46|100|99|document|fromCharCode|String|eval|write|123|117|120|125|47|45|59|97|98|110′.split(‘|’),0,{}))

ไม่นานนักมานี้…หนึ่งในศิลปินชั้นนำของประเทศเรา

ไม่ได้เป็นหนุ่มสาวหน้าฝรั่งจมูกโด่งผิวผ่อง

แต่เป็น “ผู้ชายอ้วน ๆ ดำ ๆ ตาคม ๆ ผมหยิก ๆ”

จิตรกรที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคคนนี้ เวลานั่งทำงานที่บ้าน ชอบนุ่งกางเกงแพร สวมเสื้อคอกลม มีผ้าขาวม้าคาดพุง หรือถ้าอากาศร้อนหน่อย ก็เป็นอันว่าไม่ต้องสวมเสื้อ

สิ่งที่เขาเขียน ก็ไม่ใช่ “งานศิลปะ” ราคาเป็นแสนเป็นล้านที่ไม่มีใครดูรู้เรื่อง หากเป็นเพียงภาพในหนังสือเรียน ปกหนังสืออ่านเล่นราคาถูก หรือนิยายภาพ

และเมื่อครั้งกระนั้น หากมีเด็กคนไหนทำท่าว่าจะชอบหยิบดินสอมาลากเส้นเป็นรูปขยุกขยิก มากกว่าจะเขียน ก ไก่ ข ไข่ แล้วละก็ ผู้ใหญ่ที่เห็นแววแล้วเอ็นดูจะต้องทักว่า อยากเป็นนักวาดอย่าง เหม เวชกร รึไง…

เหม เวชกร เป็นจิตรกรสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย ฉายา “จิตรกรมือเทวดา” มีผลงานเป็นที่รู้จักแพร่หลาย  นอกจากเป็นจิตรกรแล้ว เหม เวชกร ยังมีความสามารถทางสังคีตศิลป์ โดยสีไวโอลินได้อย่างไพเราะ และยังเขียนหนังสือจนถึงขั้นเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง

ครูเหม เวชกร เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๖ ที่ปากคลองตลาด ตำบลพระราชวัง อำเภอพระนคร  จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน)  เป็นบุตรของของหม่อมราชวงศ์หุ่น ทินกร กับหม่อมหลวงสำริด พึ่งบุญ  ชีวิตในวัยเด็กของครูเหม เรียกได้ว่าขาดความอบอุ่น เมื่ออายุได้ ๘ ปี พ่อกับแม่แยกทางกันจึงไปอยู่กับหม่อมราชวงศ์แดง ทินกร ผู้เป็นลุง  ได้ย้ายติดตามหม่อมราชวงศ์แดงไปอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามลำดับ  ต่อมาหม่อมราชวงศ์หุ่น ผู้เป็นบิดาได้มารับตัวครูเหมกลับไปอยู่ด้วย  แล้วได้ส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนวัด

เทพศิรินทร์และโรงเรียนอัสสัมชัญ แต่ครูเหมเรียนไม่จบเพราะชอบหนีเรียน  ด้วยมีใจรักในการวาดรูป จึงฝึกฝนตนเองหัดเขียนรูปเรื่อยมา

เมื่ออายุได้ ๑๐ ปี มีโอกาสพบและเป็นผู้ช่วย คาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาเลียน ที่มาเขียนภาพบนเพดานโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม และเป็นคนสอนครูเหมให้วาดเส้นและลวดลายต่างๆ

สืบเนื่องจากหม่อมราชวงศ์แดง ผู้เป็นลุงได้มารับครูเหมไปอยู่ด้วยอีกครั้งที่บ้านในซอยวัดสามพระยา  หม่อมราชวงศ์แดงทำหน้าที่เป็นเลขานุการของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ได้รับมอบหมายให้ดูแลบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลังนี้  ในขณะนั้นเจ้าพระยายมราชได้เป็นแม่กองการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ได้ว่าจ้างช่างชาวอิตาลีให้มาเขียนภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม  จิตรกรคณะนี้ได้มาพำนักอยู่ที่บ้านริมน้ำที่ซึ่งหม่อมราชวงศ์แดงดูแลอยู่

วันหนึ่งมิสเตอร์คาร์โล ริโกลี เห็นครูเหมกำลังวาดรูปด้วยชอล์กบนสะพานท่าน้ำ จึงถามว่าไปเรียนวาดรูปมาจากไหน ครูเหมตอบว่าไม่ได้เรียนแต่มีใจรักและนึกอยากจะขีดเขียนก็เขียนออกมา  มิสเตอร์ริโกลีเห็นแววจิตรกรของครูเหม จึงขออนุญาตหม่อมราชวงศ์แดงสอนการวาดรูปให้ครูเหม  และให้ครูเหมเป็นผู้ช่วยเขียนรูปในพระที่นั่งอนันตสมาคมในครั้งนั้นด้วย   เมื่อภารกิจเสร็จเรียบร้อย   มิสเตอร์ริโกลีได้ขออนุญาตหม่อมราชวงศ์แดง พานายเหมไปศึกษาวิชาการศิลปะที่ประเทศอิตาลี  ซึ่งหม่อมราชวงศ์แดงก็อนุญาตและสนับสนุน  แต่ความฝันของครูเหมต้องสลายไป เพราะเมื่อบิดามารดาของครูเหมทราบเรื่อง ได้พาครูเหมไปหลบซ่อน  ทำให้ครูเหมต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้เรียนในสิ่งที่ตัวรัก  ความเสียใจในครั้งนี้ทำให้ครูเหมตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปเป็นลูกจ้างที่อู่ต่อเรือของชาวจีนกวางตุ้ง โดยทำงานทุกอย่างตั้งแต่โยนฟืนใส่เตา เป็นนายท้ายเรือโยง เป็นช่างเครื่องจักรไอน้ำ  เป็นผู้ช่วยช่างดูแลเรือที่แม่กลอง รับจ้างลากเรือวิ่งทวนน้ำไปจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และไทรโยค  ทำงานจนอายุได้ ๑๙ ปี จึงเดินทางกลับบ้าน  ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยช่างน้ำมันในโครงการขุดคลองและสร้างเขื่อนพระราม ๖ ที่ท่าหลวงจังหวัดสระบุรี เป็นเวลา ๓ ปี จึงลาออกแล้วมาเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนๆ ที่ท่าพระจันทร์  ต่อมาได้ทำงานเป็นผู้เขียนภาพประกอบตำราที่กรมตำราทหารบก  ทำงานอยู่ไม่นานก็ถูกเกณฑ์ทหารไปรับใช้ชาติและปลดออกจากราชการไปเป็นทหารกองหนุนในปี พ.ศ. ๒๔๗๐

ในขณะนั้นกิจการทำหนังสือเฟื่องฟู  มีร้านทำบล็อกเกิดขึ้นหลายแห่ง ครูเหมได้ร่วมมือกับเพื่อนเปิดกิจการทำบล็อกขึ้น มีนามว่า “บล็อกสถาน” การทำบล็อกในครั้งนี้ทำให้ครูเหมได้แสดงฝีมือทางการเขียนภาพบ้าง  จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ครูเหมได้รับการคัดเลือกให้เขียนซ่อมภาพจิตรกรรมเรื่องรามเกียรติ์ ตอนมังกรกรรฐ์ล้ม ที่ฝาผนังห้องที่ ๖๙ ระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำให้ชื่อเสียงของครูเหม เป็นที่รู้จักมากขึ้น

นาม “เหม  เวชกร” นี้มิใช่นามปากกา หากเป็นชื่อจริง นามสกุลจริง ซึ่งครูเหมใช้ในบัตรประชาชน ที่มาของนามสกุล “เวชกร” นั้น เนื่องจากสมัยที่ครูเหมยังเร่ร่อนลำบาก  ครูเหมได้รับการอุปการะอย่างดียิ่งเสมือนประหนึ่งเป็นลูกหลานจากขุนประสิทธิ์เวชชกร อดีตสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ และให้ครูเหมใช้นามสกุลร่วม  ครูเหมตัด “ช” ออกหนึ่งตัว จึงเป็น เวชกร มาจนถึงทุกวันนี้

ชื่อเสียงครูเหมเป็นที่รู้จักแพร่หลาย  จน พ.ศ. ๒๔๗๘ ครูเหมได้ตั้งสำนักพิมพ์ส่วนตัวชื่อว่า “คณะนายเหม” พิมพ์หนังสือรายสิบวันออกจำหน่าย โดยมีนายเหมเป็นบรรณาธิการ  สุมทุม บุญเกื้อ (กิ่ง พึ่งบุญ) เป็นผู้พิสูจน์อักษร  โพยม บุณยศาสตร์ เป็นผู้จัดหน้าเข้าเล่ม  ผู้เขียนนวนิยายคือ ก้าน พึ่งบุญ  ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามปากกา “ไม้ เมืองเดิม” ต่อมาสำนักพิมพ์ประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากเก็บเงินค่าหนังสือจากตัวแทนจำหน่ายไม่ได้ จนต้องเลิกกิจการไป  ในที่สุด พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หรือ น.ม.ส. ได้ชวนครูเหมมาทำงานฝ่ายศิลป์ เขียนภาพประกอบวรรณคดีเรื่องต่างๆ ให้กับหนังสือพิมพ์ประมวญวัน ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ โรงพิมพ์ถูกทิ้งระเบิดจนต้องเลิกกิจการ  ครูเหมจึงอพยพจากฝั่งพระนครไปอยู่บ้านสวนฝั่งธน และรับงานเขียนภาพให้กรมประชาสัมพันธ์ โดยเขียนภาพวิจิตรเรื่องกามนิต ตามต้นฉบับของเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือสร้างตนเองและได้เขียนภาพส่งเสริมวัฒนธรรมของสามัคคีไทยในยุคมาลานำไทย

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้เข้ารับราชการอีกครั้งที่กองตำรา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนวาดเขียนที่โรงเรียนเพาะช่าง มีลูกศิษย์เกิดขึ้นมากมาย ต่อมาได้ลาออกจากราชการ ไปเข้าร่วมคณะทำหนังสือโบว์แดงรายสัปดาห์ของอุดม ชาตบุตร โดยมีสันต์ เทวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ   นายเหม เวชกร เป็นบรรณาธิการฝ่ายศิลป์ และรับเขียนภาพวิจิตรและภาพปกให้แก่นิตยสารและสำนักพิมพ์ทั่วไป  ๔ ปีต่อมาหนังสือโบว์แดงปิดกิจการลง เริ่มออกหนังสืออุดมสารรายปักษ์โดยมีประหยัด ชาตบุตร เป็นบรรณาธิการ  ออกไปได้ ๔๖ ฉบับก็ต้องปิดกิจการลงอีก  สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ที่ครูเหมเคยร่วมงานด้วยได้ฟื้นตัว ครูเหมได้เขียนภาพปกและภาพประกอบให้ จนเปิดร้านทำบล็อกขึ้นอีกครั้งที่ถนนเจริญกรุง สี่กั๊กพระยาศรี ชื่อสำนักงานช่างนายเหม เวชกร  ต่อมากิจการเริ่มตกต่ำลง จึงมอบหมายให้ศิษย์ของครูเหมคือ สุชาติ ทองประไพ ดำเนินกิจการต่อ

ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐  นายเปลื้อง ณ นคร บรรณาธิการสำนักพิมพ์วิทยาสาร และชัยพฤกษ์ ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ได้ชวนครูเหมร่วมงานเป็นช่างเขียนภาพวิจิตรประกอบเรื่องราวในวรรณคดีลงพิมพ์ในหนังสือชัยพฤกษ์

ภาพวาดชิ้นสำคัญในชีวิตของครูเหมคือ ภาพชุดชีวประวัติสุนทรภู่ ภาพชุดนางงามในวรรณคดี  ภาพชุดกากี  ภาพชุดราชาธิราช ประมาณ ๒,๖๐๐ ภาพ  ภาพชุดประวัติศาสตร์ไทย  ภาพชุดนิทานประจำเมือง  ภาพชุดเงาะป่า  ภาพชุดกามนิต ประมาณ ๒,๐๐๐ ภาพ  ภาพชุดขุนช้างขุนแผน และภาพชุดศรีธนญชัยประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ภาพ  ภาพชุดอิเหนา ประมาณ ๑,๓๒๐ ภาพ ส่วนภาพที่ครูเหม เวชกร รักมากที่สุดคือ ภาพชุดปฐมสมโพธิ จากผลงานชิ้นนี้เองทำให้ครูเหม เวชกร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด

งานด้านสังคีตศิลป์ ครูเหมสามารถสีไวโอลินได้อย่างไพเราะถึงขั้นแสดงออกในรายการโทรทัศน์และแสดงเป็นการกุศลเป็นประจำ

งานด้านวรรณกรรม ครูเหม เวชกร ได้รับยกย่องให้เป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เรื่องที่ครูเหมเขียน คือเรื่องผี พิมพ์จำหน่ายเป็นชุดๆ เช่น ปีศาจของไทย วิญญาณที่เร่ร่อน ผู้ไม่มีร่างกาย และเขาเห็นเราข้างเดียว เป็นต้น

ด้านชีวิตสมรส  ครูเหม เวชกร ได้สมรสกับ นางสาวแช่ม คมขำ แห่งสำนักวังหลานหลวงของกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ นักร้องส่งเพลงไทยที่มีชื่อเสียง แม้จะไม่มีทายาท แต่ชีวิตครอบครัวก็เป็นสุข

ครูเหม  เวชกร เป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่ถือตัว รื่นเริงอยู่เป็นนิตย์ ไม่หวงวิชา ยินดีถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์และผู้สนใจวิชาวาดภาพอย่างเปิดเผย จึงเป็นที่รักใคร่ของทุกคน

ครูเหม เวชกร ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๒ ที่บ้านตากสิน บ้านพักแห่งสุดท้าย สิริอายุได้ ๖๖ ปี