สวัสดิ์ ตันติสุข

สวัสดิ์ ตันติสุข (24 เมษายน พ.ศ. 2468 – 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ. 2534 ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรมประเภทวิจิตรศิลป์สาขาจิตรกรรม อาจารย์สวัสดิ์เป็นศิลปินอาวุโสคนสำคัญ ผู้บุกเบิกศิลปะสมัยใหม่ของประเทศ มีผลงานจิตกรรมดีเด่นเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปะทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานกว่า 50 ปี การบุกเบิกงานจิตกรรมที่สำคัญ คือ ได้สร้างสรรค์ผลงานจากแบบที่เป็นรูปธรรมเข้าสู่แบบนามธรรมซึ่งมีผลต่อพัฒนาการด้านจิตกรรมของศิลปินรุ่นหลังเป็นอย่างมาก ทำให้ศิลปินไทยประสบความสำเร็จในวงการศิลปะนานาชาติ และยังได้อุทิศตนให้กับการสอนและการเผยแพร่ศิลปะโบราณและสมัยใหม่ให้แก่นักศึกษาในสถาบันการศึกษาและประชาชนทั่วไป ได้ร่วมแสดงผลงานในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ศิลปะนานาชาติ และการแสดงศิลปะอื่นๆ มากมายจนถึงปัจจุบัน ผลงานศิลปะและวิชาการทางศิลปะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในทางสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก


การศึกษาและการทำงาน

นายสวัสดิ์ ตันติสุข สำเร็จการศึกษา ระดับ ป.ป.ช. จากโรงเรียนเพาะช่าง กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2485 อนุปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาจิตรกรรมและประติมากรรม จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2488 ต่อมา ได้ไปศึกษาต่อด้านจิตรกรรมในต่างประเทศที่สถาบันศิลปะแห่งกรุงโรม ประเทศอิตาลี (Academy of Fine Arts, Rome) และได้รับประกาศนียบัตรจิตรกรรม เมื่อ พ.ศ. 2503

หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร นายสวัสดิ์ สันติสุขได้เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งช่างตรีในแผนกหัตถศิลป์ กองสถาปัตยกรรม ในกรมศิลปากร ต่อมา ได้เลื่อนเป็นหัวหน้าแผนกกลาง ในสังกัดมหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2497 อีก 7 ปี ต่อมา คือ ใน พ.ศ. 2504 อาจารย์สวัสดิ์ก็ได้การเลื่อนเป็นอาจารย์ใหญ๋โรงเรียนช่างศิลป์ กรมศิลปากร ได้ดำรงตำแหน่งนี้อยู่ถึง 14 ปี จึงได้รับการเลื่อนเป็นผู้อำนวยการวิทยายช่างศิลป์ในกรมศิลปากร อาจารย์สวัสดิ์ สันติสุขได้ดำรงตำแหน่งนี้ตลอดมาจนเกษียณอายุราชการในปีพ.ศ.2528 ในตำแหน่งช่างศิลป์ระดับ 9


บั้นปลายชีวิต

แม้จะอยู่ในวัยของผู้สูงอายุ อาจารย์สวัสดิ์ สันติสุข ก็ยังคงมีความสนใจและมีบทบาทในวงการศิลปะอยู่อย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นสมาชิกสมาคมจิตรกรรมสีน้ำอาเซียนและสมาคมศิลปะในประเทศ ท่านยังคงเข้าร่วมประชุมราชบัณฑิตยสถานอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง และยังคงนำเสนอบทความที่น่าสนใจหรือสิ่งที่ค้นพบจากการค้นค้าววิจัยต่อที่ประชุมสำนักศิลปกรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอ

อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ( จิตรกรรม ) ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ด้วยวัย 84 ปี. ท่านได้ฝากผลงานที่ทรงคุณค่า และลูกศิษย์ลูกหามากมายแก่ประเทศไทย และอีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลังได้เห็นในการที่ท่านทุ่มเทแรงกาย พลังใจ ในการสร้างสรรศิลปะ ถ่ายทอดวิชาความรู้ จวบจนสิ้นอายุขัย ให้แก่ประเทศชาติ. ขอท่านจงสู่สุขคติเถิด หากผลงานของอาจารย์ต่างหากที่จะได้เป็นที่จดจำ และอยู่คู่โลกนี้ตลอดนานแสนนาน.สมดังคำกล่าวของ ท่านอาจารย์ ศิลป พีระศรี ว่า ” ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” ” Ars longa brevis ”

“ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม ฝึกฝนหลากเทคนิค อย่าตั้งใจเกินไป ให้ปล่อยใจเล่นสนุกอย่างเสรี

และไม่ควรท้อถอย หากทำได้ เมื่อ “ใจ” มี ไม่ช้า “ฝีมือ” จะมาเอง”

คำกล่าวนี้อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)พ.ศ.2534 มักจะใช้สรุปในการถ่ายทอดให้ผู้ที่รักชอบและมีใจรักที่อยากจะปฎิบัติงานศิลปะ เขาเข้าศึกษาคณะจิตรกรรม และประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อพ.ศ.2486 หลังจากจบการศึกษาวุฒิ ป.ป.ช.จากโรงเรียนเพาะช่างด้วยคะแนนสูงระดับต้นๆ ตามเกณฑ์ เข้ามาเป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือกในสมัยที่มีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้บุกเบิกในยุคแรก

ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ถือกำเนิดและเติบโตในบ้านเรือนไทยหลังคาแฝดริมคลองภาษีเจริญ เขาเป็นลูกคนกลางในบรรดาพี่น้องชายล้วน 3 คน บิดามารดามีอาชีพทำสวน ปลูกทั้งพืชล้มลุกและไม้ยืนต้น บนเนื้อที่ 7 ไร่เศษ มีรายได้จากการนำพืชผลในสวนใส่เรือล่องขายตามละแวกคลองภาษีเจริญเรื่อยไปจนถึงถึงหนองแขม นอกจากนี้ยังมีรายได้จากชาวนาส่วนใหญ่ที่เชื่อของไว้โดยชำระด้วยวิธีตกข้าวเปลือกเมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวในแต่ละปี และยังซื้อเพิ่มเพื่อนำมาขายได้กำไรเป็นค่าใช้จ่าย ตลอดจนเป็นทุน ส่งเสียเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่ลูกๆ ในวัยเด็ก สวัสดิ์เข้ารับการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนวัดรางบัว โรงเรียนวัดนวลนรดิศ และขอตามพี่ชายไปเรียนในโรงเรียนเพาะช่าง กระทั่งมีโอกาสเรียนจนจบอนุปริญญาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ตามลำดับ

“ความคิดเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ให้ใช้สมอง (ความคิด)และมือ (ฝีมือ)ไปด้วยกัน”

“ทำงานจิตรกรรมอย่าทาสี จงระบายสี”

“ ควรทำใจให้ว่างไม่มีอคติใดๆ แล้วให้รูป (งานศิลปะ) พูดกับเรา” ฯลฯ

ประโยคต่างๆ เหล่านี้ ของท่านศาสตราจารย์ศิลป พีระศรีถูกถ่ายทอดออกมาจากความทรงจำอันแจ่มชัดของสวัสดิ์ผู้เป็นศิษย์ที่ถืออาจารย์ท่านนี้เป็นเสมือนบิดาผู้ให้กำเนิดทางศิลปะ เมื่อประมวลความรู้ทั้งหมดที่ได้รับ ประกอบกับความขยัน อดทน ไม่ยอมแพ้ ทำให้ สวัสดิ์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในวงการศิลปะได้ไม่ยาก และไม่นาน แนวทางสร้างสรรค์งานของเขามีรากฐาน และ ก่อร่างสร้างเป็นแก่นอันเป็นลักษณะเฉพาะตัวขึ้นจากความคิดที่ “ต้องให้แตกต่างจากคนอื่น”บางครั้ง สวัสดิ์ ถึงกับกล้าใช้คำว่า “คิดพิเรนทร์ ไม่เหมือนใคร” มาจนถึง “เล่น- เรียน เรียน-เล่น” ต่อยอดทางความคิด แล้วถ่ายทอดต่อให้ศิษย์ในวันนี้

พ.ศ.2499-2503 สวัสดิ์มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อยังสถาบันวิจิตรศิลป กรุงโรม ประเทศอิตาลี ประสบการณ์ครั้งนั้นช่วยเพิ่มพูนทักษะ รวมถึงโอกาสแสดงความสามารถอันโดดเด่น ให้เป็นที่ประจักษ์ ที่นี่เขาเริ่มเข้าใจในคุณค่างานนามธรรม และเริ่มปฎิบัติงานในแนวทางนามธรรม ด้วยเทคนิคสีน้ำมันเวลาต่อมา ระหว่างศึกษา และก่อนกลับประเทศไทยในปีพ.ศ.2503 เขาได้รางวัลชนะเลิศจากการประกวดงานศิลปะระดับเยาวชนหลายรางวัล ครั้งสำคัญได้แก่การประกวดที่เมืองราเวนนา และการประกวดระดับชาติทั่วทั้งประเทศอิตาลี ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ สภาวัฒนธรรมอิตาลี แห่งภาคตะวันออกกลาง และตะวันออกไกล เป็นหน่วยงานที่อุปถัมภ์ทุนให้ ได้จัดนิทรรศการพิเศษสำหรับเขาขึ้น ทั้งที่ในกรุงโรมและสาขาเมืองมิลาน

นอกจากนี้เขาเป็นศิลปินที่มีทักษะ ชำนาญในการใช้สีน้ำหาตัวจับยากคนหนึ่ง ความช่างสังเกต ความบังเอิญ และโชค มักจะปรากฏขึ้นพร้อมๆ กันในบางจังหวะชีวิต บ่อยครั้งที่ปรากฏการณ์เหล่านี้ส่งผลให้เกิดผลงานที่ทำให้เขาหลงรักและหวงแหนหลายภาพ หลายรางวัลใหญ่จากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้เกียรติประวัติของศิลปินท่านนี้อยู่ในแถวหน้าของผู้มากด้วยคุณานุประการต่อวงการศิลปะบ้านเรา เขาเป็นทั้งศิลปินชั้นเยี่ยม ราชบัณฑิต ได้รับเกียรติเป็นดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรม จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นอาจารย์ วิทยากร กรรมการ ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม และภาคภูมิใจเป็นที่สุดเมื่อได้เข้ารับพระราชทาน เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา สาขาวิจิตรศิลป์ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปีพ.ศ.2546