สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านทุกท่าน

          สาระศิลป์วันนี้ ขออนุญาติหยิบยกเรื่องเล่าของบุคคลที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย

        สุภาพบุรุษที่เดินทางมาจากนครฟลอเรนซ์ สู่แดนตะวันออก

        สุภาพบุรุษที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมต่างๆมากมาย

      สุภาพบุรุษที่สร้างศิลปินไทยให้ไปได้ไกลในระดับโลก

 สุภาพบุรุษที่ใช้เวลาตลอด 38 ปี

อุทิศเพื่อการสร้างสรรค์จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

แน่นอนว่าบุคคลที่เรานำมาในวันนี้ ไม่มีคนไทยที่ชื่นชอบในศิลปะคนไหนที่จะไม่รู้จักบุคคลสำคัญท่านนี้

C O R R A D O   F E R O C I ——————

 

        ย้อนกลับไปราวต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2466 อากาศยามบ่ายซึ่งกำลังอุ่นสบาย บรรยากาศทิวทัศน์เขียวชอุ่มระหว่างสองฟากลำน้ำเจ้าพระยา เรือกลไฟเดินทะเลขนาดเล็ก จักรทวนกระแสน้ำบ่ายหน้าลึกเข้าไปในแผ่นดินสยาม หนุ่มสาวชาวอิตาเลียนคู่หนึ่ง เกาะราวลูกกรงช้างกราบเรือ ทอดสายตาดูทิวทัศน์รอบตัวอย่างสนใจ  แววตาของชายหนุ่มดูเหมือนจะแฝงประกายความพอใจในความเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ ของพันธุ์ไม้ หมากและมะพร้าวแซงลำต้นไกวตัวอ่อนเอนสยายใบไปตามกระแสลมอยู่ทั่วไป
    หมู่บ้านที่มีลักษณะแปลกตาทำให้ทั้งสองรู้สึกทึ่ง เพราะส่วนมากดูเหมือนว่าบ้านทุกหลังอยู่ด้วยเสาสูง และหลังคาสูงชันมุงจากหรือกระเบื้องนั้นล้วนแต่มีจั่วลักษณะแปลกอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ทว่าทรงไว้ซึ่งรูปแบบที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นศิลปะเฉพาะถิ่นที่งดงามด้วยแนวเส้นที่อ่อนช้อย มีความประณีตในการออกแบบและความง่ายในการประดิษฐ์กลมกลืนอยู่ในตัวของมันเอง
    ฝาเรือนและบานหน้าต่างก็ดูมีลักษณะน่าทึ่ง บอกให้รู้ว่าอุปนิสัยของผู้ที่อาศัยอยู่สองฟากลำน้ำนี้คงจะมีวัฒนธรรมเก่าแก่ในการปลูกสร้างบ้านเรือนกันมาไม่น้อย คราใดที่เรือแล่น ผ่านอารามในพระพุทธศาสนา ความระยิบระยับของกระเบื้องหลังคาโบสถ์วิหาร และรูปทรงของสถาปัตยกรรมได้เพิ่มประกายของความตื่นเต้นให้มียิ่งขึ้นในแววตาของชายหนุ่มอิตาเลี่ยน จนอดไม่ได้ที่จะชี้ชวนให้หญิงสาวซึ่งเป็นภรรยายืนเคียงข้างอยู่ด้วย ดูความงดงามของภาพแปลกตาที่ผ่านไปข้างหน้า
      สำเภาจีนที่กางใบแล่นสวนออกทะเลไปเป็นบางครั้งบางคราว และเรือแจว เรือพายที่แล่นเลาะอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ ดูเหมือนจะเพิ่มความประทับใจให้แก่ชายหนุ่มยิ่งขึ้น บ้านเมืองที่เขากำลังจะมาอาสาทำราชการอยู่ในร่มโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ คงจะเป็นแผ่นดินแห่งความร่มเย็นเป็นสุขและทำมาค้าขึ้น ยิ่งลึกเข้าไปใน ลำน้ำมากเท่าใด เรือกลไฟ เรือแจว เรือพาย ก็ยิ่งหนาตาขวักไขว่ขึ้น ดั่งกับว่าลำน้ำนี้เป็นเส้นทางสัญจรสายสำคัญของชาวเมือง ความสง่างดงามของวัดวาอารามก็ยิ่งเห็นได้เด่นชัดขึ้น ผู้คนที่ยืนกันอยู่ตามท่านชายตลิ่งและในเรือแจวเรือพาย ดูจะมีผิวผิวค่อนข้างคล้ำ ผมเผ้าสีดำเหมือนกันไปหมด แต่สีหน้าและแววตานั้นล้วนบ่งบอกถึงอัธยาศัยไมตรี เพราะดูเหมือนจะมีเค้าที่จะยิ้มแย้มอยู่เป็นนิจ

      เค้าหน้าของชายหนุ่มอิตาเลียนผู้นี้ดมสัน คิ้วตกหนา และดวงตาดูเหมือน จะมีแต่ประกายของความเป็นมิตร ริมฝีปากบาง ถ้าเม้มจะเป็นเส้นตรงเช่นเดียวกับลักษณะของชาวโรมัน แฝงลักษณะของความองอาจและเชื่อมั่นในตนเอง เส้นผมน้ำตาลเข้มเป็นลอนเล็กน้อยข้างขมับและท้ายทอย จมูกโด่งเป็นสันแต่หนาเล็กน้อยที่ปลาย ส่อลักษณะของความใจดีอยู่เสมอ

 

บางครั้งสายตาที่จับอยู่กับทิวทัศน์ชายน้ำข้างหน้า ดูจะมีแววของความครุ่นคิดอยู่บ้าง ด้วยวัย 32 และกำลังมีอนาคตแจ่มใสในบ้านเกิดเมืองนอน Corrado Feroci อัจฉริยะในงานประติมากรรม ผลงานที่เป็นแบบอนุสาวรีย์เคยได้รับรางวัลที่หนึ่ง จากรัฐบาลอิตาลีหลายครั้ง ความรอบรู้ความชำนาญที่เพิ่มพูนให้แก่ตัวเองก็สูงพอที่จะได้รับการยกย่องเป็นศาสตราจารย์ กลับสมัครใจมารับราชการอยู่ในราชสำนักของพระมหากษัตริย์ไทย ห่างจากนครฟลอเรนซ์บ้านเกิดหลายพันไมล์ ดูออกจะเป็นการตัดสินใจที่เจ้าตัวก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด แต่คงเพราะชาวฟลอเรนซ์ส่วนมากมีสายเลือดและวิญญาณของนักผจญภัยกันอยู่ไม่น้อย

นครฟลอเรนซ์ถือเป็นเมืองเก่าแก่ ที่มีประวัติของการต่อสู้และความรุ่งโรจน์ ทั้งในทางด้านศิลปวิทยาและการค้าขาย ชาวฟลอเรนซ์ภูมิใจที่จะกล่าวว่า “นครฟลอเรนซ์ถือบ้านเกิดของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Dante, Petrarch, Boccaccio มีประติมากรชั้นยอดอย่าง Michelangelo, Cellini หรือจิตรกรอย่าง Leonardo da Vinci, Botticelli นักวิทยาศาสตร์ เช่น Galileo และนักสำรวจ เช่น Amerigo Vespucci ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา ดังนั้นบรรยากาศในเมืองเลยอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของศิลปวิทยา การค้าขาย ประวัติศาสตร์ และความรุ่งโรจน์ การที่เติบโตมาในสถาณที่ๆถูกห้อมล้อมไปด้วยสิ่งต่างๆเหล่านี้ การที่จะต้องเข้ามาระหกระเหินใช้ชีวิตบนแผ่นดินไทยดูเหมือนจะเป็นพรหมลิขิต

ย้อนกลับไปในวัน ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ ย่านชานโจวันั้นถูกเชินนี (San Giovanni) ในเมือง ฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี วันนั้นนาย อาร์ทูโด (Artudo) และนางซานตินา (Santina) ได้ ให้กาเนิดบุตรชายที่มีชื่อว่า คอร์ราโด เฟโรชิ (Corrado Feroci) แม้ว่าจะเติบโตด้วยการที่พ่อแม่จะมีอาชีพค้าขาย แต่ตัวเขาเองรู้สึกไม่ไยดีในอาชีพของพ่อแม่ เพราะมีความรู้สึกดื่มด่ำซาบซึ้งในงานศิลปะมากกว่า

ในช่วงวัยเด็กนั้นทุกๆครั้งที่มีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นหน้าพระวิหาร Santa Maria Fiore เขามักจะเพ่งพินิจงานประติมากรรมนูนต่ำที่ประดับบนบานประตูทั้ง 3บานของพระวิหารใหญ่ และบานประตูสีทองด้านหน้าของ Baptistery สถานที่เจิมน้ำมนต์ที่ตั้งอยู่ตรงข้าม อันเป็นฝีมือประติมากรรมของ Ghlbert และมักจะบอกกับตัวเองเสมอว่า วันหนึ่งเขาจะใช้ทั้งสองมือของเขาสร้างประติมากรรมเช่นนี้ขึ้นมาบ้าง

นอกเหนือจากนั้น รูปสลักหินอ่อน David ฝีมือ Michelangelo และประติมากรรมหลากหลายในพิพิธภัณฑ์ Bagello ก็ได้สร้างความประทับใจและความดื่มในรสของศิลปะไว้ในตัวเขาอย่างมากมาย งานศิลปะและประติมากรรมชั้นยอดเยี่ยมของโลก ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของนครฟลอเรนซ์เหล่านั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือคำชักจูงของพ่อแม่ที่จะให้เอาดีทางด้าขายไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเสียเเล้ว

และด้วยใจรักอย่างแท้จริง จึงหาโอกาสไปช่วยงานเป็นลูกมือให้ ประติมากรอาวุโสในฟลอเรนซ์ยามที่มีเวลาว่างจากโรงเรียน ในไม่ช้าก็ช่วยให้เขาสามารถเข้าศึกษาในสถานศึกษาศิลปะแห่งฟลอเรนซ์ได้โดยง่ายเมื่ออายุ 16ปี  ราวช่วง ปีพ.ศ. 2451 เมื่อถึงวัยที่จะต้องเข้ามหาวิทยาลัย ดอร์ราโดก็ตัดสินใจเข้าเรียนที่สถาบันศิลปะแห่งนคร ฟลอเรนซ์ (Accademia di Belle Arti di Firenze) ทั้งๆที่พ่อและเเม่ไม่สนับสนุนให้เอาดีทางด้านศิลปะ เพราะอยากจะให้เรียนในสาขาวิชาที่สามารถเอาความรู้มาช่วยธุรกิจค้าขายของทางบ้านมากกว่า

หลังจากเรียนศิลปะจนครบหลักสูตร 7 ปี ดอร์ราโด Corrado Feroci ในวัย 23 ก็สําเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยม อันดับหนึ่ง และตอนจบมาก็ไม่ได้ถนัดแค่งานปั้น งานแกะสลัก งานวาด ด้านทฤษฎีทั้งประวัติศาสตร์ ศิลป์ สุนทรียศาสตร์ และปรัชญาอีกร้อยแปดคอร์ราโดก็แน่นปึ๊ก เก่งรอบด้านขนาด ภายหลังจึงได้รับการบรรจุให้เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยสอนรุ่นน้องต่อ

 

  • ขอแอบกระซิบท่านผู้อ่านว่า ถ้าอยากเห็นผลงานสมัยวัยรุ่น ตอนทีCorrado Ferociเพิ่งเรียนจบหมาดๆ ว่ามีฝีมือจัดจ้านแค่ไหน ยังสามารถไปตามหาดูได้ในอิตาลี เช่น อนุสาวรีย์ ผู้กล้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 บนเกาะเอลบา ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบระดับประเทศ

เสียงหวูดเรืออันเป็นสัญญาณของจุดหมายปลายทางดังก้องขึ้น ขณะที่เรือเริ่มชะลอจักรลง เตือนให้สองหนุ่มสาวละจากความเพลิดเพลินต่อการทอดสายตาดูทิวทัศน์ชายน้ำ จัดแจงเตรียมตัวลำเลียงข้าวของสัมภาระติดตัวมาแต่บ้านเกิดเมืองนอนที่ห่างไกลออกไปหลายพันไมล์ อันเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมและศิลปวิทยา ผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดินแดนแห่งใหม่ที่กำลังจะย่างเท้าเหยียบลงไป นครฟลอเรนซ์หาได้มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ชายหนุ่มผู้นี้ฝากชีวิตไว้ไม่ ชีวิตศิลปินในราชสํานักของพระมหากษัตริย์ในตะวันออก น่าจะให้สิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ และความตื่นเต้นที่คุ้มค่ากับการสละชีวิตสะดวกสบายในบ้านเกิดเมืองนอน เรื่องราวของตะวันออกดูจะเป็นสิ่งที่น่าทึ่งน่าสนใจมากกว่า

ประเทศไทย หรือที่ยังเรียกว่าประเทศสยามในขณะนั้น ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี และเนื่องด้วยสมัยนั้นอิทธิพลของตะวันตกกำลังมาแรง ในบ้านเมืองขของชาวสยามอย่างเราๆ จึงต้องพึ่งศิลปินชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมากในการมาช่วยออกแบบ/ก่อสร้างสถาปัตยกรรม/ปราสาทราชวัง/อาคารราชการ/อนุสาวรีย์ และผลงานศิลปะที่ใช้ประดับประดาสถานที่เหล่านี้ หากจะต้องเสียตังค์จ้างฝรั่งตลอดไปเห็นทีจะดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ดังนั้นรัฐบาลสยามจึงประสานไปยังรัฐบาลอิตาลีให้ช่วยคัดสรรศิลปินฝีมือดีมารับราชการ อีกทั้งให้ช่วยมาสร้างศิลปินชาวไทยให้มีความรู้และฝีมือ  รัฐบาลอิตาลีจึงเสนอชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดการออกแบบเงินตรา สยามงก็คือ Corrado Feroci (คอร์ราโด เฟโรซี) ศาสตราจารย์ด้านศิลปะที่ขณะนั้นอยู่ในวัย 32

Corrado Feroci(คอร์ราโด เฟโรซี) พา Fanni Vivianni (แฟนนี้ วิเวียนนี) และ Isabella (อิซาเบลลา) บุตรสาว มาถึงกรุงเทพฯ และ ในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566  ก็ได้เริ่มรับราชการเป็นช่างปั้น ณ กรมศิลปากร กระทรวงวัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 ด้วยเงินเดือน 800 บาท แถมค่าเช่าบ้านอีก 80 บาท ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าไม่น้อย อยู่ได้สบายๆ ทั้ง ครอบครัว

ในระหว่างช่วงเเรกๆที่มาอยู่กรุงเทพฯ Corrado คอร์ราโดยังไม่มีโอกาสจะฝีมือสักเท่าไหร่ ดังนั้นช่วงนั้นจึงยังไม่ได้ทำอะไรมากในฐานะประติมากรหนุ่ม และถือเป็นโชคดีที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เห็นแววจึงทรงอุปถัมภ์แนะนำ อีกทั้งยังทดลองประทับเป็นแบบให้Corrado คอร์ราโดปั้นพระเศียร ผลปรากฏว่าปั้นออกมาเหมือนมาก จนทำให้เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พอพระทัยเป็นอย่างมาก

 

เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงได้ช่วยพาคอร์ราโด ไปทำความรู้จักกับบุคคลสำคัญท่านอื่นๆ โดยทรงนำรูปปั้นพระเศียรชิ้นนี้ไปโชว์ด้วย เนื่องด้วยฝีมืออันเก่งกาจของCorrado คอร์ราโด จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดอร์ราโดน พระบรมรูปส่วนพระเศียรของพระองค์เองขึ้นมา จึงทำให้นามของ Corrado Feroci (คอร์ราโด เฟโรซี) เป็นที่รู้จักกันไปทั่ว และเมื่อหมดสัญญาทํางาน 3 ปีกับทางราชการไทย Corrado ก็ได้รับการต่อสัญญา และได้ตำแหน่งใหม่ไปเป็นอาจารย์วิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา

 

และช่วงแรกๆ ที่มาอยู่เมืองไทย  คอร์ราโด และวิเวียนนี มีทายาทอีกคนเป็น บุตรชายชื่อ โรมาโน (Romano) พอเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นงานก็เริ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในงานหลักของท่านคือการปั้นประติมากรรมประดับประดาสถานที่ และสร้างอนุสาวรีย์ โดยในปี พ.ศ. 2471 รัฐบาลอยากให้มีอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประดิษฐานไว้ที่เชิงสะพานพุทธ โดยมีกรมพระยานริศฯ ทรงเป็นผู้ออกแบบฐาน ในขณะที่คอร์ราโดออกแบบปั้นพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 ขนาดใหญ่ ซึ่งในสมัยนั้นประเทศไทยยังไม่สามารถหล่อประติมากรรมขนาดใหญ่แบบนี้ได้ จึงต้องส่งแบบไปผลิตที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

คอร์ราโดจึงมีโอกาสลากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเป็นเวลา 3 เดือน รวมถึงไปคุมงานหล่ออนุสาวรีย์ที่ตัวเองออกแบบให้ออกมาสมดังใจ  และเมื่องานก่อสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 สำเร็จเสร็จสิ้น คอร์ราโดจึงได้เล็งเห็นว่า หากประเทศไทยมีโรงปั้นหล่อที่สามารถหล่อประติมากรรมขนาดใหญ่ได้ มีมาตรฐาน และบุคลากรที่มีทักษะ การสร้างผลงานประติมากรรมชิ้นใหญ่ๆ ก็สามารถสร้างได้เองโดยไม่ต้องคอยส่งไปทำที่อื่น อีกทั้งยังจะช่วยประหยัดงบประมาณที่ใช้ไปได้อีกด้วย คอร์ราโดจึงเริ่มเปิดสอนเพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ของตนเอง ให้กับผู้ที่สนใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และลูกศิษย์กลุ่มแรกๆนี้เองที่ได้กลายเป็นผู้ช่วยเหลือคอร์ราโดสร้างอนุสาวรีย์ เกิดผลงานประติมากรรมชิ้นอื่นๆ ขึ้นอีกมากมาย เช่น อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือย่าโม ที่โคราช, อนุสาวรีย์สมเด็จพระ นเรศวรมหาราช ที่สุพรรณบุรี, อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่, อนุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สวนลุม, พระศรีศากยะทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุ ทรรศน์ ที่พุทธมณฑล, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, เอาเป็นว่าอนุสาวรีย์ที่จัดสร้าง กันแบบถี่ๆในยุคที่คอร์ราโดมีชีวิตอยู่ เหมารวมๆได้ว่าเป็นฝีมือของท่านและลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดแทบทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่คอร์ราโดฝากไว้ให้กับผืนแผ่นดินไทยของเรา ไม่ใช่เพียงงานสร้างอนุสาวรีย์เท่านั้น แต่คือการที่ท่านได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษา/วางรากฐานหลักสูตรการเรียนการสอนศิลปะให้มีมาตรฐานทัดเทียมอารยประเทศ ทั้งหมดทั้งปวงนี้พัฒนามาจากการที่อาจารย์เริ่มเปิดสอนสอนลูกศิษย์เพื่อสร้างบุคลากรมาช่วยงานปั้นหล่ออนุสาวรีย์

กลายเป็นว่าการเรียนการสอนก็เริ่มเป็นกิจลักษณะขึ้นเมื่อคอร์ราโดได้ไปช่วยวางหลักสูตรวิชา จิตรกรรมและประติมากรรมให้กับโรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร ที่ก่อตั้งขึ้นโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ ภายหลังก็ได้ถูกควบรวมกับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ แล้วเรียกชื่อใหม่ว่าโรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง จนในปี พ.ศ. 2486 ขณะที่จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายก รัฐมนตรี ได้มีคําสั่งให้พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากร ยกฐานะโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยได้คอร์ราโดเป็นคณบดีคณะจิตรกรรมและคณะประติมากรรมซึ่งเป็น เพียง 2 คณะของมหาวิทยาลัยในสมัยแรกเริ่ม คอร์ราโดทุ่มเทให้กับงานในมหาวิทยาลัยมาก ทั้ง บริหารกิจการ และลงมือสอนเอง โดยกิจวัตรประจําวันของท่านนั้นแสนจะเรียบง่ายแต่หนักหน่วง โดยที่ท่านมาถึงมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 7 โมงเช้า เมื่อมาถึงก็จะเดินตรวจความเรียบร้อยของห้องเรียนทุกๆ ห้องก่อน หลังจากนั้นก็จะสอนช่วงเช้าแบบรวดเดียวยันเที่ยง กลางวันทานแซนด์วิชกับกล้วยในห้องทํางาน ก่อนจะงีบ สัก 15 นาที แล้วมาลุยงานราชการ งานเขียนตำรับตำราต่อจนค่ำ กว่าจะกลับบ้านก็ทุ่มนึงเป็นอย่างน้อย ชีวิตมีแต่งานกับงาน ไม่เคยผัดวันประกันพรุ่ง ด้วยคติประจำใจที่ว่า “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว’ แต่ท่านก็มีความสุขที่ได้รับใช้ศิลปะที่ท่านรัก และท่านก็ยังเป็นที่รักของเหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเปรียบ ตั่งพ่อคนที่สองของทุกคน

 

 

ทุกๆฝ่ายต่างเสียดายฝีมืออาจารย์ศิลป์ เลยไปช่วยกันหาทางปรับค่าจ้างให้เรียสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ แล้วไปทาบทามอาจารย์ศิลป์ให้กลับมาใหม่ในปี พ.ศ. 2492 ครั้งนั้นอาจารย์ศิลป์ได้แยกทางกับครอบครัว และเดินทางมาประเทศไทยโดยลำพัง หลังจากนั้นอาจารย์ศิลป์ก็ได้กลับเข้ามาพัฒนาวงการศิลปะในประเทศไทยให้ก้าวหน้าอีกทั้งยังบริหาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ขณะนั้นคือ โรงเรียนปราณีตศิลป์ จนขยายใหญ่ครอบคลุมหลายสาขาวิชากลายเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนํา ของประเทศ สอนหนังสือสร้างลูกศิษย์ขึ้นมาสืบสานวงการศิลปะอีกนับไม่ถ้วน รวมกระทั่งเขียนบทความ/แนะนํา/วิจารณ์ศิลปะ เผยแพร่ให้ชาวไทยและต่างประเทศเกิดความรู้ความสนใจ

เป็นผู้ริเริ่มจัดการ แสดงศิลปกรรมแห่งชาติเป็นประจำทุกๆ ปี ซึ่งยังคงมีการจัดต่อเนื่องจวบมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ศิลปินได้มีเวทีประกวด เวทีแสดงผลงาน จะได้เป็นที่รู้จักของสาธารณชน อีกทั้งยังเป็นแกนนำหลักในการนำผลงานศิลปะที่สร้างสสรค์ขึ้นจากฝีมือคนไทยออกไปแสดงยังต่างประเทศ ให้โลกได้รับรู้อีกด้วย อาจารย์ศิลป์อุทิศพักน้ำแรง และเวลากว่าครึ่งชีวิตให้กับวงการศิลปะไทย นำความเป็นสากลเข้ามาเพื่อผสมผสานกับความเป็นไทยได้อย่างลงตัว
ดังคำกล่าวของอาจารย์ศิลป์ว่า “จงอย่าหลงระเริงไปกับอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตกจน ลืมรากเหง้าของความเป็นไทย” คำสอนนี้เกิดดอกออกผลเป็นลูกศิษย์มากหน้าหลายตา ที่กลายเป็นศิลปินชื่อดัง สามารถผสมผสานความเป็นไทยให้เข้ากับรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน มีเอกลักษณ์ จนประสบความสําเร็จได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินระดับชาติ

สำหรับเรื่องศิลปะไทยโบราณแบบดั้งเดิมอาจารย์ศิลป์ท่านก็มีความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นแล้ว วัดวาอาราม ปราสาท ราชวัง พระพุทธรูป จิตรกรรมฝาผนังที่บรรพบุรุษไทยสร้างสรรค์ต่อเนื่องกัน มานับพันปีนั้นเป็นที่ตื่นตาตื่นใจสําหรับฝรั่งอย่างท่านเป็นอันมาก อาจารย์ศิลป์ จึงศึกษาค้นคว้าศิลปะไทยอย่างลึกซึ้งและได้มีการเขียนตำรับตำราออกมาเผยแพร่มากมาย ทำให้คนไทยยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ และหวงแหน อีกทั้งยังช่วยกันอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันประเมินค่าไม่ได้

 

 

 

 

 

ไม่เพียงแต่การผสมผสานวัฒนธรมม อาจารย์ท่านยังสนับสนุนลูกศิษย์มือดีๆ ให้รื้อ และศึกษาศิลปะไทยโบราณแบบดั้งเดิม โดยการพาออกไปสํารวจสถาปัตยกรรมโบราณ และตระเวนคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังที่ผุพังไร้การเหลียวแลก่อน จะสูญสลายหายไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลเพื่อวันหน้าวันหลังจะบุญพาวาสนาส่งมีงบประมาณมาช่วย จัดการซ่อมแซม

ช่วงบั้นปลายของชีวิต อาจารย์ศิลป์ได้พบรักใหม่อีกครั้งกับ มาลินี เคนนี และแต่งงานกันเมื่อ พ.ศ. 2502 แต่ไม่ได้มีบุตรร่วมกัน หลังจากที่รับใช้วงการศิลปะไทยมา 38 ปี ในวัน ที่ 14 พฤษภาคม 2505 ขณะผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหารที่โรงพยาบาลศิริราช อาจารย์ศิลป์ในวัย 69 ก็ถึงแก่อนิจกรรม มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดเทพศิรินทราวาสเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2506 ก่อนที่จะแยกอัฐิส่วนหนึ่งของท่านส่งไปยังประเทศอิตาลีบ้านเกิด โดยฝัง ไว้ เคียงข้างกับครอบครัวที่สุสานในเมืองฟลอเรนซ์ อัฐิอีกส่วนถูกบรรจุไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ซึ่งก็คือห้องทำงานของท่านที่ถูกเก็บรักษาไว้ตามสภาพเดิม และใน อนุสาวรีย์ ศิลป์ พีระศรี ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ซึ่งเท่าที่เรานึกออกท่านน่าจะเป็นฝรั่ง เพียงคนเดียวในเมืองไทยที่มีอนุสาวรีย์ตั้งเด่นเป็นสง่า แถมยังมีมีผู้คนมากมายที่มาเคารพสการะอนุสาวรีย์ ซึ่งทุกๆวันนี้ยังคงยืนตั้งเด่นเป็นสง่า บริเวณลานหน้าคณะจิตรกรรม ประมิมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

และเมื่อใดที่ถึงวันที่ก 15 กันยายน ซึ่งตรงกับวันเกิด ของอาจารย์ศิลป์ เสียงเพลงSanta Lucia ซึ่งเป็นเพลงที่อาจารย์ศิลป์ชอบเปิดฟังในยาม ว่าง ได้กลายมาเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยก็จะดังขึ้นเป็นประจำทุกๆปี

เพราะสําหรับชาวมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ศิลป์ท่านไม่ได้หายไปไหน แต่ทุกๆ ความทรงจำอันสวยงามยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้ในหัวใจของทุกคนและจะถูก ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นตลอดไป

 

‘Ars longa vita brevis’

ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น

 

สำหรับครั้งสาระศิลป์ในบทความนี้ ต้องขอขอบคุณคุณเรื่องราว ข้อมูลและภาพประกอบจาก
– หนังสืออาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์ ฉบับที่ 3 โดย สำนักวิจัยศิลป์ พีระศรี
– และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์
  หากผิดพลาดประการใด ทางผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาศนี้ สำหรับตอนหน้า จะเป็นเรื่องเล่ารื่องไหน ฝากติดตามกันไว้ด้วยนะคะ หรือหากอยากรับฟัง สามารถรับฟังเป็นคลิปเสียงผ่านช่องทาง YouTube
GREAT STARS OFFICIAL

หรือสามารถแสกนผ่านทางคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

เรียบเรียงเนื้อหาโดย…พาฝัน