..สำหรับบุคคลที่สาระศิลป์อยากจะแนะนำให้ท่านรู้จักกันในวันนี้ แน่นอนว่าประโยคข้างต้น หากจะถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปินท่านนี้เลยก็ไม่ผิดเเต่ประการใด..

 

ครูผู้สร้างศิษย์ ——————–

อาจารย์ผ่อง เซ่งกิ่ง อดีตอาจารย์ประจําภาควิชาศิลปไทยคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรกว่า 14 ปีและกว่า 12 ปีกับการทํางานเพื่อการพัฒนาชุมชนชนบทด้านจิตรกรรมไทยมหาวิทยาลัยขอนแก่นสร้างผลงานดีเด่นเป็นชื่อเสียงให้กับวงการจิตรกรรมไทยได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้านส่งเสริมสังคมปี 2550 จิตรกรชั้นครูที่เป็นอาจารย์ให้กับศิลปินเอกหลายคนในเมืองไทย นอกเหนือไปจากนั้น อาจารย์และยังได้รับรางวัล ศิลปิน “ต้นธารศิลป์” ในปี 2559 เป็นรางวัลที่มอบให้แด่ผู้อุทิศตนเพื่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถานบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์อีกด้วย ณ ปัจจุบันอาจารย์อุทิศตนเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านจิตรกรรมไทยดั้งเดิมและเป็นหัวหน้าชุมชนบ้านช่างสถาบันอาศรมศิลป์
       อาจารย์ผ่อง เซ่งกิ่งเกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน. 2490 ชาวสงขลา เติบโตในชุมชนที่ห้อมล้อมไปด้วยความงาม
ทั้งทางศิลปะและธรรมชาติ
     ในช่วงวัยเด็ก  อาจารย์ผ่องเล่าให้ฟังว่ามักชอบที่จะไปดูงานศิลปะที่บ้านของพี่คนหนึ่งเป็นประจำ บางวันพี่คนนี้ก็ขี่จักรยานไปเขาตังกวน และเขาน้อยเพื่อวาดภาพ ภาพภูเขาทางสอง ซึ่งการไปวาดภาพนั้นไม่ใช่เเค่เพียงวาดเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นการวาดที่แฝงสัญลักษณ์ที่มีความหมาย กับจิตใจของคนสงขลา อาจารย์จึงถือว่า พี่คนนี้จึงเป็นผู้มีอิทธิพลทางศิลปะคนแรกเลยก็ว่าได้
        หลังจากพ่อกับแม่แยกทางกัน  อาจารย์ผ่องก็ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดยะลากับแม่ เติบโตมากับโรงเรียน กระดานชนวน และหนังกลางแปลง ถ้าหนังเรื่องไหนสนุก  อาจารย์ผ่องก็มักจะวาดรูปเป็นเรื่องราวเพื่อนำไปแจกเพื่อนร่วมห้อง พอโตขึ้นมาหน่อยอาจารย์ก็ชอบไปที่วัดยะลาธรรมาราม เพื่อยืนดูครูเอี่ยมซึ่งเป็นช่างวาดรูปอิสระ วาดลายรดน้ำ วาดบานประตูบานหน้าต่างโบสถ์ และยังเป็นผู้ที่แนะนำให้เข้ามาเรียนศิลปะในกรุงเทพฯ

และเมื่อเข้ากรุงเทพก็สอบเข้าโรงเรียนเพาะช่าง แต่สอบไม่ติด ระหว่างนั้นอาจารย์ก็ได้มีโอกาสไปดูนิทรรศการของนักเรียนโรงเรียนช่างศิลป์ จึงได้รู้ว่าที่นี้มีสอนลายไทย และประกอบกับความสนใจตั้งแต่เด็กในเรื่องลายไทยอยู่เเล้ว อาจารย์จึงเปลี่ยนสถาบันการศึกษา ทำให้มีโอกาสพบครูบาอาจารย์ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร อีกทั้งยังได้เรียนทั้งศาสตร์และศิลป์ของงานศิลปะทั้งตะวันตกและตะวันออก ที่สำคัญคือ การเรียนจิตรกรรมไทย ที่ได้เรียนกับทั้งครูช่างและครูศิลปิน

“ด้วยความที่ผมเป็นลูกคนจน ต้องหาเงินเรียนเอง ทำให้เราหาทุน หางานทำ ไปทำงานกับช่างหน่วยอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังของกรมศิลปากร นี่ก็เป็นครูเรา ไปทำ ไปอนุรักษ์ที่ไหน ไปตกแต่งอะไรนี่ก็ครูอีก เพราะได้เรียนรู้จากสดๆ จากของจริงเลย ทำให้ทุกวันนี้เราเป็นคนเดียวที่ยังใช้เม็ดมะขามกับดินสอพองอยู่ เพราะรู้ว่าชั้นรองพื้นสุดท้ายคือสีฝุ่น คือพื้นเม็ดมะขามดินสอพอง ซึ่งวิชานี้เดิมได้มาจากอาจารย์เลิศ พ่วงพระเดช”

                                                                  ขอบคุณภาพจาก สุรา @ ป้าน

เส้นทางของครู ——————–

อาจารย์ผ่องเริ่มชีวิตการเป็นครูตั้งแต่วัยเรียน โดยเริ่มไปฝึกสอนที่โรงเรียนมัธยมสตรีแสงศึกษา และค้นพบว่าตนเองมีธรรมชาติของครูมากกว่าศิลปิน และอาจารย์ได้สำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีจึงไปสอบบรรจุไปเป็นอาจารย์ภาควิชาศิลปะไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ความตั้งใจแรกที่มาเรียนคือเพื่อกลับไปเป็นช่างวาดรูปหน้าโรงหนัง ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าอาร์ตติสหรือครูเป็นอย่างไร แต่พอได้เรียนช่างศิลป์ เรียนลายไทย ได้เรียนกับครูที่เป็นศิลปินระดับประเทศ จึงได้เรียนหลายๆ อย่าง เลยทำให้มีทัศนะที่เปลี่ยนไป และมีสันดานที่เป็นครู คือชอบสอน ชอบแบ่งปันสิ่งที่ดีงามให้กับคนอื่น เวลาวาดรูปก็จะวาดรูปให้สวย ทำให้มันดี เพราะว่าความงามกับความดีมันเป็นอันเดียวกัน บางครั้งเราก็จะพูดคำที่ช่วยให้นักเรียนหลุดจากสิ่งที่เขาติดขัดอยู่ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาเอง”

   ซึ่งในระหว่างที่เป็นอาจารย์ผ่องเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็พบว่า การศึกษาไทยนั้นเต็มไปด้วยการแบ่งชนชั้น แบ่งพรรคแบ่งพวก การใช้อำนาจและกดข่มกันอย่างน่าเกลียด ส่วนด้านการเรียนการสอนในห้องเรียนก็ไม่ช่วยให้ศิษย์เติบโตงอกงามตามธรรมชาติที่เป็น ระบบเช่นอาจารย์เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าคล้ายปิ่นโตที่ถูกผูกไว้ การที่จะไปแกะปิ่นโตเปลี่ยนชั้นก็เป็นเรื่องยาก และเมื่ออาจารย์เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยประมาณ 30 ปี อาจารย์ผ่องจึงลาออกและใช้ชีวิตเป็นครูการศึกษาทางเลือกในโรงเรียนรุ่งอรุณและอาศรมศิลป์ และได้พัฒนา “จริยศิลป์” ขึ้นมา

 

คำว่า “จริยศิลป์” มาจากคำว่า “จริยะ” หรือ “จรรยา” ซึ่งหมายถึงนิสัยที่ดีงามติดตัว จริยศิลป์จึงคือการยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ให้ไปในทางที่มีจริยธรรม บ่มเพาะให้มีนิสัยที่ดีเหมาะแก่การดำรงตน เช่น ความงาม สงบ สดใส ละเอียด เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นต้น โดยใช้ “ศิลปะ” เป็นเครื่องมือในการสร้างนิสัยดังกล่าว ซึ่งความรู้ชุดนี้เกิดจากประสบการณ์ตรงของอาจารย์ผ่องเองที่มีฐานการทำงานศิลปะมายาวนาน และเมื่ออาจารย์ได้มาทำงานที่รุ่งอรุณและมีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ท่านต่างๆ ก็เริ่มเห็นเค้าลางว่าการทำงานศิลปะนั้นก่อให้เกิดสมาธิภาวนา ผูกจิตใจให้อยู่กับกายในปัจจุบันขณะ เมื่อ “กายใจสัมพันธ์” กันก็เห็นการเคลื่อนไหวของกาย พร้อมกับสังเกตเห็นความหมายในใจ ทำให้เกิดความรู้อีกชุดหนึ่งขึ้นระหว่างทำงานศิลปะ

“เราต้องพาเค้าเรียนรู้เรื่องข้างในด้วย มนุษย์เรามีข้างนอกและข้างใน มีธรรมชาติภายในและธรรมชาติภายนอก เมื่อก่อนเราเรียน เราไม่สนใจข้างใน มองแต่ข้างนอก สนใจแต่ว่าผลงานจะเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้สนใจธรรมชาติภายใน ไม่ค่อยย้อนมองดูตนเอง แต่จริงๆ แล้วทั้งผลงานและมิติภายในมันมาพร้อมๆ กัน ถามว่ามันเคยมีอยู่ไหม มันเคยมีอยู่ แต่เราไม่เคยสนใจ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สะท้อนย้อนมองดูตนเองเราก็จะไม่เห็นสิ่งนี้ แม้สิ่งนี้ปรากฏอยู่ เราก็ไม่เห็น หรือเห็นแล้ว แต่ไม่ชัด มันก็หายไป พัฒนาต่อไปไม่ได้ เมื่อเห็นจึงพัฒนาได้”

  ขอบคุณภาพจาก จริยศิลป์

 ดังนั้นการเรียนรู้จริยศิลป์จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการ “การย้อนมองดูตน” ซึ่งอาจารย์ผ่องบอกว่า สามารถทำได้ด้วยตัวเอง นั่นคือการนั่งนึกย้อนหรือบันทึกว่า ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำงานศิลปะ ตนเองเป็นอย่างไร เกิดการเรียนรู้อะไร แต่หากทำด้วยกันหลายคนก็จะตั้งวงพูดคุย โดยมีคนหนึ่งมีหน้าที่บันทึก คนที่เหลือช่วยกันสะท้อน สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งกระบวนการย้อนมองดูตนเองและเป็นการจัดการความรู้ (KM- Knowledge Management) ไปในตัว

“ข้างนอกคือปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น ผลงาน ดรออิ้ง สโตรค แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รู้ด้วยว่าตัวสมาธินี่ผลิตได้อย่างไร ความนิ่งอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างไร มันเกิดอะไรขึ้น สมาธิจึงมาอยู่ตรงนี้ พอมันเป็นจริยศิลป์ เราจะกลับมาสังเกตตัวเอง กลับมาเห็นว่าเมื่อกี้เกร็ง เมื่อกี้เพ่งไป หรือรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ต้องวางดินสอลงก่อน ไปทำอย่างอื่น ให้จิตสงบก่อนแล้วกลับมาทำใหม่ หรือบางครั้งแค่เห็นก็ทำต่อได้เลยนะ เห็นแว่บๆ เราก็ทัก อ้าว มันมาแล้ว มันมาแทรกเราแล้ว พอจับมันได้ มันก็หายไป เราก็ต่องานได้เลย อันนี้ก็คือการฝึกสติสัมปชัญญะ ฝึกรู้เท่าทัน”

การเรียนรู้เช่นนี้ แม้จะใช้ชุดคำของศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่ได้จำกัดด้วยกรอบของศาสนาเพราะกระบวนการดังกล่าวเป็นการทำงานของจิตใจและร่างกายซึ่งเป็นเรื่องสากล และศาสนาอื่นๆ ต่างก็มีมิติการภาวนาเช่นนี้ด้วยเหมือนกันสำหรับอาจารย์ผ่อง จึงถือว่า “จริยศิลป์” เป็นการสร้างให้ผู้ทำได้ฝึกรู้เท่าทันตนเอง เมื่อฝึกมากขึ้นก็ทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเบาสบาย ไม่เครียดเกร็งจนทำให้ร่างกายเจ็บปวด วางอุเบกขาในเรื่องต่างๆ ได้มากขึ้น ด้านศิษย์ที่ได้เรียนต่างก็สะท้อนตรงกันว่า การทำศิลปะเช่นนี้ทำให้เริ่มแลเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตได้มาก่อน

 

“คนเป็นครูฝึกเพื่อกลับมาตรงนี้ (ชี้ที่อกตัวเอง) เพราะถ้าเราเห็นตัวเราเอง เราก็จะเห็นคนอื่นด้วย จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน”

 

ครูคือผู้หนักแน่น คือผู้ที่ทำให้ศิษย์งอกงามตามศักยภาพของตน

อาจารย์ผ่องตั้งข้อสังเกตว่าทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก มีความสับสนวุ่นวาย หลายครั้งเวลาที่เกิดปัญหาสังคม ผู้ใหญ่มักโทษเด็ก เช่น ทำไมไปกินเหล้าเมายา ทำไมไปติดยาเสพติด ทำไมไม่ทำงาน ทำไมไปมีแก็ง ทำไมไปซิ่งรถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ แต่ถ้ามองให้ดีๆ เราก็จะเห็นว่าฐานของสังคมไม่ได้ช่วยเสริมสร้างให้สิ่งดีงามเกิดขึ้น แต่กลับสร้างปัญหามากมาย เราในฐานะคนเป็นครูไม่อาจแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างได้ด้วยตนเอง ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้คือกลับมาเป็นฐานที่หนักแน่นในตนเอง ดังความหมายดั้งเดิมของคำว่า “คุรุ” เพราะนอกจากฝึกตนให้เป็นผู้หนักแน่น ในทัศนะของอาจารย์ผ่องครูยังมีหน้าที่ช่วยให้ศิษย์ได้เติบโตตามธรรมชาติ ไม่ใช้อำนาจของครูมากดทับเด็ก แต่ช่วยโอบอุ้มศิษย์ให้ได้เติบโตตามศักยภาพและรากฐานในชีวิตของเขา

“ผมมองพัฒนาการของสติปัญญาของคนตามประเพณีวัฒนธรรมที่เขาเติบโตขึ้นมา เด็กอีสานก็มีบุคลิกภาพแบบหนึ่ง มีวัฒนธรรมประเพณีแบบหนึ่ง เด็กปักษ์ใต้ก็จะเป็นแบบอีกแบบหนึ่ง เหนือก็เป็นแบบหนึ่ง เด็กชาวเขาก็จะเป็นอีกแบบ แต่ละคนก็จะมีสปิริต มีอะไรของเค้า เราต้องโอบอุ้มเอาสิ่งนั้นมาพัฒนา ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาจากธรรมชาติที่เขาเป็น โดยที่ไม่เอาอำนาจความเป็นครู ไม่เอาวิชาเข้าไปกดดันเค้า ไม่ไปยัดให้เขาต้องทำตามที่เราต้องการ พอเขาทำไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง ก็บอกว่าโง่ แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้โง่ เขาก็มีชุดของเขาอยู่ เพียงแต่มันไม่ตรงกับเราเท่านั้นเอง เราจะทำอย่างไรถึงจะเห็นสิ่งนั้นแล้วทำให้มันงอกงามขึ้นมา”

“กระบวนการ” ได้มาซึ่งความรู้สำคัญกว่า “ความรู้”

วิธีการหนึ่งที่ทำให้นักเรียนงอกงามและเติบโตจากการเรียนรู้ อาจารย์ผ่องบอกว่าครูต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการที่ได้มาซึ่งความรู้มากกว่าวิชาความรู้

“เพราะกว่ามนุษย์จะเจริญได้ เขาต้องหาก่อน ทำก่อน ไม่ใช่อยู่ๆ ทฤษฎีมันเกิดขึ้นเลย แต่พอเราไปได้เรียนทฤษฎี ก็กลายเป็นว่าเราไม่เคยปฏิบัติ เราไปเข้าใจอย่างที่จำมา ความเข้าใจของเราก็จะอ่อนด้อยบางอย่าง สิ่งที่ผมทำในชั้นเรียนจะปล่อยให้เขาทำ เผชิญไปเลย แล้วจึงค่อยกลับมาหาตัววิชา กลับมาหาทฤษฎี กลับมาดูซิว่าจากการเผชิญด้วยตัวของคุณเอง คุณพบเจออะไรบ้าง เราจะทำอย่างไรให้ทฤษฎีเหล่านี้มาอยู่บนความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของเรา”

ครูจึงไม่ใช่แต่ทำหน้าที่บอกสอน แต่ใช้ศิลปะหรือวิธีการอื่นๆ เป็นเครื่องมือให้นักเรียนเข้าถึงความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ลืมที่จะใช้ “การย้อนมองดูตน” และ “การจัดการความรู้” เพื่อให้ความรู้เหล่านั้นปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“สีฝุ่น ดินสอพอง กาวเม็ดมะขาม”
โดย ผ่อง  เซ่งกิ่ง

เมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์ผ่องก็ได้เปิดสอนจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิม workshop “สีฝุ่น ดินสอพอง กาวเม็ดมะขาม” ตรง จริยศิลป์แกลอรี่ ชั้น 4 ห้อง 404 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งจัดนิทรรศการ “สีฝุ่น ดินสอพอง กาวเม็ดมะขาม” ของอาจารย์ผ่อง เซ่งกิ่ง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา

 

 

 

 

แน่นอนว่า สำหรับบุคคลท่านนี้ ผู้ที่หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นครูอย่างเเท้จริง จึงไม่แปลกใจเลยที่หากเราจะเห็นชายชราท่านนี้เดินไปมาตลอดทั้งบริเวณ เพื่อทำการสอนให้ลูกศิษย์รุ่นใหม่ๆได้รับรู้ถึงกระบวนการ และกรรมวิธีในการเขียนงานจิตรกรรมไทยโบราณ ด้วยสายตาที่มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นทุกครั้ง

 

 

 

สารพัดสิ่งของที่คนรุ่นใหม่ หรือวัยรุ่นอย่างเราๆเเทบจะไม่เคยเห็น หรือเคยสัมผัส ถูกจัดวางไว้อย่างเปิดเผย พร้อมกับบุคคลสำคัญที่สุด เจ้าของผู้ที่มีฉายานามว่า

“ครูผู้สร้างศิษย์”

ที่พร้อมต้อนรับลูกศิษย์ทุกคนที่พร้อมจะเรียนรู้อย่างไม่หวงวิชา เรียกได้ว่า แทบจะบอกทุกๆกระบวนการการสร้างสรรค์งาน จิตรกรรมไทยโบราณ ตั้งแต่กระบวนการทำพื้นกาวเม็ดมะขามดินสอง เทคนิคการเขียนสีฝุ่นแบบโบราณ รวมถึงขั้นตอนการสร้างงานศิลปะด้วยสีฝุ่น ส่วนใครที่มีคำถาม ข้อสงสัยอะไร ก็เกี่ยวกับสีฝุ่นสามารถถามได้ทันที เพราะอาจารย์จะแชร์เทคนิคแบบไม่หวงความรู้ และทำให้เห็นทุกขั้นตอน รวมถึงการบดสีฝุ่นที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร

 

และสุดท้ายอาจารย์ผ่องพาชมนิทรรศการ “สีฝุ่น ดินสอพอง กาวเม็ดมะขาม” ของอาจารย์อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“สีฝุ่น ดินสอพอง กาวเม็ดมะขาม” ที่สอนโดยอาจารย์ ผ่อง เซ่งกิ่ง

 

 

 

 

 

 

 

เป็นการเรียนการสอนสำหรับฝึกสติและเรียนรู้จักตนเอง ผ่านการทำงานจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิม ด้วยกระบวนการลอกลายไทยจากต้นฉบับ แล้วปรุลายด้วยฝีเข็ม จากนั้นโรยลายด้วยผงถ่าน อันเป็นวิธีการของช่างโบราณ ด้วยการลงมือทำตามแบบครู นำไปสู่การฝึกฝนการใช้สติ ตั้งสมาธิจดจ่ออยู่ในการงานความเพียรทำให้เกิดความอดทน และความเพลินเพลิดอันเหมาะสมกับความวิจิตรบรรจงของศิลปะไทย

 

ศิลปะไทยสัญจร Arts at the temple

ส่วนกิจกรรมศิลปะไทยสัญจร เป็นกิจกรรมที่อาจารย์ผ่องจัดขึ้นมาคล้ายๆเป็นทริปท่องเที่ยวเล็กๆ เพื่อเรียนรู้ความหมายและสัมผัสคุณค่าของศิลปะไทยและภูมิปัญญาไทยในสถานที่จริง เพื่อเรียนรู้จักตนเองและเข้าถึงคุณค่าของช่างครูไทยและจิตรกรรมไทยผ่านกิจกรรมคัดลายครู

 

ภาพกิจกรรม “ทริปล่องเรือ กับกลุ่มจิตกรไทย”นำทีมบรรยายโดย อาจารย์ผ่อง

หากท่านใดสนใจกิจกรรมดีๆแบบนี้ ติดต่อได้ผ่านทางเฟจบุ๊คเพจ “จริยศิลป์” ได้เลยนะคะ และแฟนๆรายการท่านใดอยากจะรับชมและรับฟังฝ่านช่องทางยูทูป สามารถชมได้ผ่านทางลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ สำหรับวันนี้ ขอบคุณค่ะ

 


สำหรับครั้งสาระศิลป์ในบทความนี้ ต้องขอขอบคุณคุณเรื่องราว ข้อมูลและภาพประกอบบางส่วนจาก
บทความ ผ่อง เซ่งกิ่ง : วิถีแห่งครู “จริยศิลป์” จาก วารสารวิถีพุทธ เล่ม 13เเละศูนย์จริยศิลป์ ด้วยนะคะ

หากผิดพลาดประการใด ทางผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาศนี้ สำหรับตอนหน้า จะเป็นเรื่องเล่ารื่องไหน ฝากติดตามกันไว้ด้วยนะคะ หรือหากอยากรับฟัง สามารถรับฟังเป็นคลิปเสียงผ่านช่องทาง YouTube

GREAT STARS OFFICIAL

หรือสามารถแสกนผ่านทางคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้ได้เลย

 

เรียบเรียงเนื้อหาและภาพโดย…พาฝัน