อาจารย์ จ่าง แซ่ตั้ง

1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2477 ทารกลูกชาวจีนคนหนึ่ง ได้ถือกำเนิดขึ้นที่ห้องแถวไม้ย่านตลาดสมเด็จริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี บิดาและมารดาตั้งชื่อให้ว่า เด็กชายเฮง จ่าง แซ่ตั้ง อาจารย์ จ่าง แซ่ตั้ง ได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตเพื่อเป็นเพียง แรงงานภายในครอบครัวชาวจีน ยากจนที่มีอาชีพค้าขาย

อายุ ได้เพียง 9 ขวบ จึงถูกเกณฑ์ให้เข้าเรียนในชั้นมูลหรืออนุบาล ที่โรงเรียนเทศบาลสองวัดพิชัยญาติ แต่โอกาสในการได้รับการศึกษาก็สั้นนัก มีโอกาสเรียนไม่กี่วันก็เกิดความ อลหม่าน จากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่สองจึงต้องหยุดการเรียน แล้วก็ไม่มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษาอย่างเป็นระบบอีกเลย

ตอนอายุได้ 9 ขวบ อาจารย์จ่าง แซ่ตั้งก็รู้จักเขียนรูปแล้วโดยการใช้ถ่านหรือช็อคเขียนไปเรื่อยเรื่อยบนพื้นถนน บนฝาผนัง บนกระดานดำหรือบนอะไรที่สามารถเขียนลงไปได้

พออายุได้ 16 ขวบ ก็ รับแจวเรือจ้าง ให้คนโดยสารข้ามฟากแถววัดแจ้งและปากคลองบางหลวงเพื่อนำเงินมาซื้อกระดาษดินสอและสี และก็หัดเขียนรูปเหมือนพ่อแม่ญาติพี่น้องเขียนเขียนไปจนชำนาญสามารถเป็นอาชีพได้ก็เลยหันมารับจ้างเขียนภาพอย่างเดียวแทนรับจ้างทำงานทุกอย่าง

ในปีพุทธศักราช 2503 อาจารย์จ่าง แซ่ตั้งอายุ 26 ปี เค้าร่วมแสดงงานในนิทรรศการศิลปกรรมไทยจีนแห่งประเทศไทยที่กรุงเทพมหานคร อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ทำงานสร้างสรรค์ศิลปกรรม มาก่อนหน้านี้หลายปี แต่ไม่เคยแสดงและจัดนิทรรศการที่ใดมาก่อนนับเป็นครั้งแรกที่อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง เข้าร่วมแสดงในที่สาธารณะ ผลงานที่เข้าร่วมแสดงเป็นรูปที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี พุทธศักราช 2502 สีน้ำบนกระดาษ ขนาด 42 × 49 เซนติเมตร เป็นรูปบ้านในสวนหรือกระต๊อบหลังคาจากที่ปลูกในสวนฝั่งธนมีต้นไม้ใหญ่และต้นมะพร้าวต้นสูง สูงอยู่รอบบ้าน บ้านหลังนี้คือบ้านของเพื่อนรักของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง นั่นก็คือบ้านของอาจารย์ประเทือง เอมเจริญ

เมื่อเราเริ่มต้นจากตัวเองและมองสิ่งรอบรอบใกล้ใกล้ตัวเราเองแล้วค่อยค่อย ไกลไกลออกไป ทั้งตาเห็นและตามองไม่เห็นถ้าเราเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่งมงาย แคบแคบเราก็ไม่มีโอกาสรู้อะไรอะไรอีกต่อไป ทำอย่างไรเราเจอรู้เห็นให้กว้างขวางจริงๆอย่างไม่มีขอบเขตและไม่ต้องมาหลงงมงายแล้วยังมานั่งขัดจัดให้ต้องเสียเวลาของชีวิตอีกมากมาย ฉะนั้นการเริ่มต้นค้นคว้าสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิต

บันทึก ของปราชญ์ที่ดีมีประโยชน์ทำให้เราเสียเวลาน้อยลงแต่บันทึกนั้นก็ต้องเป็นบันทึกที่เป็นจริงเชื่อถือได้เป็นไปได้ฉะนั้นการศึกษาปรัชญา ของปราชญ์ โบราณ ที่ค้นพบไม่ว่าจะภาคตะวันตกหรือตะวันออกเราย่อมไม่ให้เกิดเพียงสิ่งหลงเชื่อ หรือหลงงมงายเท่านั้นการดิ้นหล่นของความเป็นจริง ค้นคว้าจากสัจธรรมนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณตามบันทึกนั้นถึงปัจจุบันย่อมมีค่าอย่างยิ่งบางบันทึกก็หาประโยชน์อันใดไม่ได้เลยมีแต่เรื่องหลงงมงายอยู่อย่างมากมายเป็นความจริงบางบันทึกนั้นลึกซึ้งมาก แต่ใช้เวลาน้อยย่อมศึกษาให้รู้ ได้ยากเพราะปัญหาของปรัชญานั้นมันครอบคลุมไปทั่วจักรวาลมองคนแง่คนละมุม ก็มีผลต่างกัน

ต่างก็ผลประโยชน์ต่างกัน การศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปกรรมนั้นก็ สภาพที่กล่าวมาอย่างนี้ ถ้าคุณบอกว่าฉันหรือเปล่านั้นเป็นเรื่องแคบมันก็แคบศิลปะนั้นเป็นเรื่องกว้างมันก็กว้างศิลปะนั้นมันเป็นเรื่องตื่นมันก็ตื่นศิลปะนั้นมันเป็นเรื่องลึกซึ้งมันก็ลึกซึ้งปัญญาศิลปะ มันก็เป็นเช่นนี้แหละ

ถ้ายุคนี้คนบอกว่าปัญหาศิลปะที่จะสร้างมันมีเพียงแค่ความคิดเราจะเขียนอะไรมันก็ได้ตามใจของเรา ฟังดูมันก็ดีหรอกถ้าความคิดนั้นมันแคบมันก็คงแคปลงผังความคิดนั้นกว้างมันกว้างเท่าไหร่ก็ไม่รู้ก็ตามใจเรานั้นก็ยังไม่รู้ว่าใจนั้นถูกความคิดขนาดไหน ชักจูงให้ทำไปถ้าใจนั้นทุกความคิดแคบๆและยังมีปัญญาแค่โง่เขลาจึงแน่ละผลงานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นมาจะเป็นอย่างไรก็คงจะลืมกัน

คุณค่าปัญญาแสดงออกที่มีอยู่ในผลงานศิลปกรรมนั้นปัญหานี่แหละคือคุณค่าของศิลปะเป็นที่สำคัญหรือคุณค่าปัญญาศิลปะเป็นที่สำคัญผู้สร้างผลงานศิลปะมีปัญญามากน้อยอย่างไรกว้างแคบอย่างไรก็อยู่ตรงที่ หนึ่งมีความรู้ความสามารถในแง่มุมอย่างไรก็อยู่ตรงนี้แหละบ้างก็เป็นเพียงช่างฝีมือเท่านั้นก็เท่านั้นบางก็เป็นนักวิทยาศาสตร์บ้างก็เป็นนักปรัชญาบ้างก็เป็นนักกวีจนกระทั่งศาสนาที่เคยมีมานานนม

ยุคหนึ่งยุคหนึ่งปัญญาสร้างสรรค์ให้ก้าวขึ้นอย่างไร หรือย้อนถอยหลังอย่างไรก้าวหน้าอย่างไรหรือไม่ก้าวหน้าเลย ก็ย่อมมีโอกาสเดียวที่จะรู้ว่า ต้นต่อไปเพื่อจะสร้างสรรค์ปัญญาของตนให้ก้าวไปอย่างไรได้บ้าง ความรู้และสิ่งที่ถูกรู้มีอยู่จริงทั้งทั้งสิ่งนั้นเป็นไปโดยนามธรรม

สภาพปัญหาอันนี้เราต้องยอมรับว่าผู้ที่เห็นเพียงแต่รูปธรรมสภาพรู้เพียงแต่รูปธรรมสภาพ ย่อมอยากที่จะรู้และเชื่อในความรู้และสิ่งที่ถูกรู้มีอยู่จริงในนามธรรมสภาพฉะนั้นจึงจำเป็นสำหรับผู้รู้เพียงเท่านั้นต้องศึกษาเพิ่มขึ้นอีกเพื่อมารับรู้ในนามธรรมสภาพ เช่นนี้ได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อปัญหาของศิลปะ การสร้างงานศิลปกรรมคือสร้างสรรค์ผลงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมาไม่ใช่เขียนรูปตามรูปเขียนที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของศิลปะฉะนั้นมีความรู้แค่ธรรมดาสามัญจึงยากที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมได้ดีหรือมีคุณค่าขึ้นมาได้

ปีพุทธศักราช 2509 อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง อายุ 32 ปีเค้าเป็นหนึ่งในจิตรกร 11 คนที่เข้าร่วมแสดงงานนิทรรศการจิตรกรรม ครั้งที่สอง กลุ่มศิลปินร่วมสมัยปัจจุบัน ณ หอศิลป์ปทุมวันกรุงเทพฯผลงานที่เข้าร่วมแสดงไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนปรากฏในสูติบัตรหนึ่งรูปเป็นภาพปกสูตรที่บัตรหนึ่งรูป

ในปีพุทธศักราช 2510 อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง เป็นหนึ่งในจิตรกร ห้าคน ที่เข้าร่วมแสดงในนิทรรศการจิตรกรรม 5ศิลปินร่วมสมัยนะหอศิลป์ปทุมวันกรุงเทพไม่ทราบจำนวนรูปที่แน่นอนที่ร่วมแสดงแต่มีภาพถ่ายปรากฏรูปของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง หนังสือพิมพ์สามรูป

ปีพุทธศักราช 2501 นั้นอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ใหม่ก็มีแต่ศิลปะในรูปแบบอิมเพรสชั่นนิสต์และคิวบิกเท่านั้นในระหว่างนั้นอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ก็สนใจค้นคว้าจนพบสภาพที่สามารถสร้างได้เป็นรูปแบบนามธรรมที่ฉันได้มาจากทัศนะแสดงออกของธรรมชาติโลก ในนามธรรมที่มีอยู่และพระธรรมของพระพุทธองค์ ธรรมของเต๋า ในแง่นามธรรมกระทั่งในแง่ของจริยธรรมคุณธรรมเป็นฝ่ายสนับสนุนอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง จึงสร้างผลงานจิตรกรรมในรูปแบบนามธรรมออกมาทีแรกเพื่อนของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง เองหลายคนเห็นเค้าเค้าก็ด่าและดูถูกอาจารย์จ่าง แซ่ตั้งว่าสร้างอะไรก็ไม่รู้

อาจารย์จ่าง แซ่ตั้งจะอธิบายให้เค้าเข้าใจอย่างไรเขาก็ไม่ยอมฟังเพราะพวกเขากำลังทำแบบอิมเพรสและคิวบิทกันเป็นไปตามชาวยุโรปทำแต่อาจารย์จ่าง แซ่ตั้งก็ยังติดใจ ที่จะสร้างสิ่งใหม่จนกระทั่งทุกวันนี้สิ่งเรานี้ก็ได้เป็นสิ่งไม่ใหม่ไปแล้ว

ปีพุทธศักราช 2511 อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง อายุ 34 ปีรวบรวมผลงานการเขียนหนังสือของเขาของตนเอง สร้างสรรค์ขึ้น จากขนาด 22 × 25 เซนติเมตรความหนาที่ 40 หน้าออกจำหน่าย ปกหนังสือพิมพ์สีดำเข้มเห็นรูปตัวเองนั่งอ่านหนังสือลางๆปกหลังสีดำสนิทไม่มีชื่อปกไม่มีคำนำไม่มีคำอธิบายใดใดเกี่ยวกับผลงานเปิดหน้าแรกเห็นตัวหนังสือเล็กๆพิมพ์คำว่าจ่าง แซ่ตั้ง อยู่ กลางหน้ากระดาษหน้าสองเป็นตัวหนังสือเล็กๆสองบรรทัด 1967 1968 จากนั้นหน้าสามจนถึงหน้าสุดท้ายเป็นผลงานที่ภายหลังอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง เรียกว่าบทกวีรูปธรรมจำนวน 38 หมด

ในช่วงแรก อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง  เค้าหาว่าอาจารย์จ่าง แซ่ตั้งเขียนหนังสือติดอ่างเขียนหนังสือไทยไม่เป็นบ้างแต่ในที่สุดก็งานของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้งนำไปศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างชาติก็นำงานของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้งไปแปลฉันเองก็ได้รับเชิญ ไปสอนในมหาวิทยาลัย หลังจากหนังสืออาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ออกสู่เผยแพร่สู่สาธารณะก็มีทั้งผู้ที่ชื่นชอบและผู้ที่ไม่ยินดีด้วยมากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงถูกแรงกระเพื่อมอย่างแรงต่อวงการวรรณกรรมของไทยในขณะนั้นหลายคนชื่นชอบว่าเป็นวิวัฒนาการใหม่ของบทกวีแต่อีกหลายคนต่อต้านไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง สร้างสรรค์เป็นบทกวีอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ถูกตั้งฉายว่า กวีติดอ่าง

พอภายหลังอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง กลับเป็นไทคนคนแรกที่สร้างสรรค์บทกวีในรูปแบบวันละรูปหรือบทกวีรูปธรรมหนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษหลายบทถูกแปลเป็นภาษาจีนญี่ปุ่นอาจารย์จ่าง แซ่ตั้งได้รับเชิญไปประชุมวิชาการ บรรยายและสอนในฐานะอาจารย์พิเศษในหลายหลายมหาวิทยาลัยเช่นมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศิลปากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์ทราวิโรฒประสานมิตรและมหาวิทยาลัย รามคำแหง

ปัจจุบันมีการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทเกี่ยวกับงานศิลปกรรมและบทกวีของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง วิชาภาษาไทยระดับมหาวิทยาลัยเรียนเรื่องผลงานบทกวีหรือวันรูปของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ระดับมัธยมปลายเรียนเรื่องวรรณรูปของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง

ในปีพุทธศักราช 2531 อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของ ชาวไทยรับมอบประกาศษณียบัตรยกย่องความสามารถจากประธานสถาบันกวีนานาชาติของอินเดียในการประชุมกวีโลกครั้งที่ 10 ณ กรุงเทพซึ่งเป็นเพียงรางวัลเดียวที่ได้รับขณะที่เขามีชีวิตอยู่

อาจารย์ จ่าง แซ่ตั้ง สมรส กับนาง เซี้ยะ แซ่ตั้ง มีบุตร 7 คน และใน ปีพุทธศักราช 2533 วันที่ 26 สิงหาคมอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง เสียชีวิตด้วยโรคไตวายอายุเพียง 56 ปี

ขณะที่อาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง มีชีวิตอยู่ได้สร้างผลงานบรรจุไว้ในที่ว่างของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ดังนี้จิตรกรรมบนผ้าใบ 214 ชิ้นจิตรกรรมบนกระดาษ 5677 แผ่นประติมากรรมสองชิ้นบทกวีรูปธรรม บทกวีเรื่องสั้นเรื่องสั้นสั้นเรื่องแปลบทความข้อเขียนบันทึกจดหมายงานทดลอง 90,826 แผ่นของเล่นเด็กหนึ่งชิ้นประตูศาลจ้าวสองบานงานรับจ้าง วาดรูปคนเหมือนไม่ทราบจำนวนชิ้นที่แน่ชัด

ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นสุดท้ายของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ที่สร้างสรรค์ตอนนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงบาลราชวิถีกรุงเทพมหานครหลังจากออกจากห้องไอซียูเมื่อหมอถามว่าคุณจ่างเป็นอย่างไรบ้างอาจารย์วาดรูปให้หมอดูเพื่ออธิบายถึงสภาพร่างกายและสติสัมปชัญญะ แทนคำพูด อาจารย์ได้วาดรูปกระเช้าดอกไม้ ที่เขียนลงในสมุดเยี่ยมคนไข้ วาดด้วย ปากกาขนกำมะหยี่หรือปากกาสีเมจิกลงในสมุดเซ็นเยี่ยมไข้ของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง ผลงานชิ้นสุดท้าย ชื่อรูปว่าต้นไม้ค้างคืน

สิ่งที่ฉันทำ ไม่ได้ทำเพื่อไว้ค้าขายให้ได้เงินทอง หรือเพื่อเป็นสินค้า ฉันทำเพื่อแสดงให้เห็นคุณค่าความเป็นคน คุณค่าปัญญาของคน จ่าง แซ่ตั้ง  2477 – 2533